วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กิมจิจือเกะ ซุปกิมจิ


มาอีกแล้วตามกระแสกับอาหารเกาหลีอย่าง กิมจิจือเกะ หรือเรียกไทยๆ ว่าซุปกิมจิ ที่สุดแสนจะอร่อย วิธีทำไม่ได้ยุ่งยากหากจะให้อร่อยต้องใช้กิมจิที่มีรสชาติเข้มข้น ซึ่งเพื่อนเกาหลีแนะนำว่าให้นำกิมจิออกมาทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องสักพักก่อน นำไปปรุงจะมีรสชาติที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ส่วนผสม

  1. กิมจิ ยิ่งเปรี้ยวยิ่งดี
  2. เต้าหู้
  3. เนื้อหมู
  4. ต้นหอม
  5. พริก
  6. กระเทียมและขิง สับเป็นชิ้นเล็กๆ
  7. น้ำตาล
  8. เกลือ
  9. พริกไทย
  10. พริกป่น
  11. ทาชีดา หรือ ผงปรุงรสหมู

วิธีทำ

  1. หั่นกิมจิเป็นชิ้นๆ พอดีคำ แล้วนำไปผัดในหม้อ ใส่น้ำตาล ผงปรุงรสหมู พริกป่น กระเทียมสับ ผัดไปผัดมา เสร็จแล้วเอาหมูที่หั่นเป็นชิ้นๆ ลงไปผัด ถ้าไม่ชอบหมูสามารถใช้ ทูน่า แฺฮม เต้าหู้ แทนก็ได้
  2. เติมน้ำลงไปต้ม จนเดือด สักพัก ใส่ต้นหอม พริก ที่หั่นแล้วลงไป
  3. ต้มอีกครั้งจนเดือด ชิมรา ใส่เหล้าจีนลงไปได้นิดหน่อย ใส่เกลือ ขิง อย่าให้เค็มมาก ปรุงรสตามใจชอบ แต่แกงกิมจินั้นจะออกเปรี้ยวนำ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.hilunch.com/category/recipes/korean-food

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โอโคโนมิยากิ หรือ ที่รู้จักกันว่า พิซซ่าญี่ปุ่น


ตามคำเรียกร้อง อาหารญี่ปุ่น มาอัพเดทให้แล้วค่ะ เมนูนี้ เจ้าของบล็อกก็ชอบเป็นพิเศษค่ะ

ส่วนผสม

  1. หมูสามชั้นหั่นบาง 150–200 กรัม
  2. กะหล่ำปลี 300–400 กรัม
  3. แป้งสาลี 400 กรัม
  4. ไข่ไก่ 8 ฟอง
  5. มันญี่ปุ่น (นากาอิโมะ) 140–150 กรัม
  6. เส้นโซบะ 300 กรัม
  7. ดาชิ (ผงปรุงรสปลาโอ) 1 ช้อนโต๊ะ
  8. ซอสโอโคโนมิยากิ (ตราบลูด๊อก) ตามชอบ
  9. น้ำสลัดมายองเนส (ตราคิวพี) ตามชอบ
  10. ขิงดอง ตามชอบ
  11. สาหร่ายทะเลปรุงรส (แบบป่น) ตามชอบ
  12. เนื้อปลาโอหั่นซอย (แห้ง) ตามชอบ
  13. น้ำมันพืช
  14. น้ำเปล่า

วิธีทำ

  1. ล้างกะหล่ำปลีให้สะอาด จากนั้นซอยกะหล่ำปลีไม่ให้ละเอียดเกินไป (ประมาณ 0.7 ซ.ม.) พักไว้ หั่นขิงดอง (เป็นลูกเต๋าเล็กๆ) พักใส่ถ้วย
  2. ปอกเปลือกมันญี่ปุ่นแล้วนำมาขูดกับเครื่องขูด นำไปคลุกเคล้ากับกะหล่ำปลี ใส่ผงปรุงรสปลาดาชิ 1 ช้อนโต๊ะ
  3. ตอกไข่ใส่ 4 ฟอง ตามด้วยแป้งสาลี น้ำเปล่า 1 แก้ว คนให้เข้ากันพอประมาณ (แป้งสาลีเพิ่มได้ถ้ามีน้ำเยอะเกินไป)
  4. ตั้งกระทะ (ไฟปานกลาง) ใส่น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ รอร้อน
  5. ตักส่วนผสมแป้งเทลงกระทะ จัดให้เป็นทรงกลมๆ นำหมูสามชั้นวางไว้ด้านบน รอ 6 นาที หรือดูด้านที่สัมผัสกับกระทะมีสีน้ำตาลเข้ม พลิกกลับเอาด้านหมูลง รอจนกว่าเนื้อหมูจะสุก (ใช้ตะเกียบจิ้มและกดลง ถ้ามีน้ำสีขาวซึมขึ้นมาแสดงว่ายังไม่สุก) เมื่อสุกแล้วให้กลับด้านอีกครั้ง
  6. ผัดเส้นโซบะกับน้ำมันนิดหน่อย พอสุก นำไข่ไก่ตอกใส่ตรงกลาง จากนั้นวางโอโคโนมิยากิข้างบนโดยเอาด้านที่มีหมูอยู่ข้างบน รอ 5 นาที แล้วพลิกกลับด้าน รออีก 1 นาที ตักใส่จาน
  7. บีบซอสโอโคโนมิยากิ (ทำเป็นตารางหมากรุกถี่ๆ) แล้วตามด้วยมายองเนส โรยสาหร่ายป่นและปลาโอป่น ตามด้วย ขิงดอง ตามใจชอบ

ขอบคุณที่มา-hilunch.com

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทาโกยากิ - ขนมครกญี่ปุ่น

ส่วนผสม
1. แป้งทาโกะ 1 ถุง
2. ไข่ไก่ 2 ฟอง
3. น้ำเปล่า 7 ถ้วยตวง
4. ทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์ญี่ปุ่น) หั่นสี่เหลี่ยมเต๋า
5. ขิงดองญี่ปุ่นหั่นฝอยเล็กๆ
6. ต้นหอมซอย
7. ปลาแห้งญี่ปุ่น (สำหรับโรยหน้า)
8. ซอสหวาน สำหรับทาโกะยากิ
9. สาหร่ายผง
10. มายองเนส
11. น้ำมันพืชสำหรับเช็ดเตา

วิธีทำ
1. ค่อยๆผสมแป้ง 1 ถุงกับน้ำและไข่ไก่ จนเนื้อแป้งเนียนละเอียด
2. ตั้งเตาขนมครกจนเริ่มร้อน เช็ดเตาด้วยน้ำมันพืช (เพื่อไม่ให้ขนมครกติดเตา)
3. หยอดแป้งลงไปจนเต็ม
4. ใส่ส่วนผสมของปลาหมึก ต้นหอมซอย ขิงดอง ลงไป
5. รอจนด้านล่างสุก ใช้ไม้จิ้มพลิกกลับด้านรอจนสุกอีกแล้วกลับด้าน ได้ขนมครกลูกกลมๆกลิ้งไปมาจนสุกทั่ว
6. ตักใส่จานราดด้วยมายองเนส และซอสทาโกะยากิ โรยหน้าด้วยปลาแห้งและสาหร่ายผง

ขอบคุณที่มา : Horapa.com

หมี่กะทิญวน


ส่วนผสม

ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์หรือเส้นเล็ก
เต้าเจี้ยวขาว
หอมแดง
พริกแห้ง
กะทิ แยกหัวกับหางกะทิออกจากกัน
หมูสับ
กุ้งสด สับหยาบๆ
ผักแกล้ม (หัวปลี ผักกุยช่าย ถั่วงอกดิบ)
มะนาว
น้ำปลา
น้ำตาล
ไข่ไก่

วิธีทำ

1.โขลกพริกแห้ง (แช่น้ำแล้ว) ให้ละเอียด พักไว้
2.โขลกหอมแดง พักไว้
3.โขลกเต้าเจี้ยวขาวให้ละเอียด พักไว้
4.ตั้งน้ำหางกะทิไว้อีกเตา คนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กะทิแยกส่วน
5.เคี่ยวหัวกะทิพอแตกมัน แล้วเอาพริกแห้งที่โขลกลงไปผัด ตามด้วยหอมแดงโขลก
6.ผัดพอหอมแล้วใส่เต้าเจี้ยวและหมูสับ กุ้งสับ ลงไป
7.ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ระหว่างนี้ก็ค่อยๆ เติมหางกะทิเดือดๆ ลงไป ปรุงรสตามต้องการ
8.ต่อยไข่ไก่ตีให้เข้ากันใส่ลงไป ค่อยๆ ตีเบาๆ ให้น้ำข้น
9.ลวกเส้นจันท์หรือเส้นเล็ก ให้พอสุกเหนียว
10.รับประทานกับหัวปลี ผักกุยช่าย และถั่วงอกดิบ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตา

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://food.thaibizcenter.com/FoodUpdate.asp?ftipsid=7469

ปลาทูทอดแป้ง



ปลาทูสด5ตัว
แป้งข้าวเจ้า1/2ถ้วยตวง
แป้งชุบทอดสำเร็จรูป1/3ถ้วยตวง
มะพร้าวขูดฝอย1/2ถ้วยตวง
เกลือป่น1ช้อนชา
น้ำปูนใส1/2ถ้วยตวง



วิธีทำอาหาร

1. ล้างปลาทูสดให้สะอาด พักไว้
2. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งชุบทอด มะพร้าวขูดฝอย เกลือและน้ำปูนใสเข้าด้วยกัน
3. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน นำปลาทูชุบส่วนผสมแป้งและลงทอดในน้ำมัน โดยใช้ไฟปานกลาง ทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม


ข้อขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.thaifooddb.com

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เป็ดย่างตุ๋นมะนาวดอง


เป็นอาหารจีนจานโปรด อีกจานหนึ่งที่อยากนำเสนอ มากคะ่

ส่วนผสม

  1. เป็ดย่าง 1 ตัว
  2. มะนาวดอง 1 ผล
  3. เห็ดหอม (แช่น้ำให้นุ่ม) 5 ดอก
  4. หน่อไม้ฝรั่ง (หรือหน่อไม้ไผ่ตงหั่น) 1 ถ้วย
  5. รากผักชี (บุบพอแตก) 1 หัว
  6. พริกไทย 15 เม็ด
  7. น้ำปลาดี 1 ช้อนโต๊ะ
  8. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
  10. ผักชี

วิธีทำ

  1. หั่นเป็ดย่างเป็นชิ้นพอคำ อย่าให้เล็กจนเกินไป ใส่หม้อตุ๋น เติมน้ำให้ท่วม พอจวนเดือดค่อยๆ ช้อนฟองทิ้ง
  2. ใช้มีดปลายแหลม เจาะรูที่มะนาวดองให้ทั่ว ใส่ลงในหม้อตุ๋น
  3. ใส่กระเทียม พริกไทย รากผักชี เห็ดหอม หน่อไม้ ปรุงรสตามต้องการ
  4. พอสุกและเปื่อยดีแล้ว ยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยผักชี
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.hilunch.com/boild-rosted-duck

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับ การหมักเนื้อเสต็ก ให้นุ่ม... อร่อย

เคยมั๊ยค่ะ เวลาไปสั่งสเต็กทาน แล้วเจอกับเนื้อสเต็ก ที่แข็งเป็นกระดาน ถึงจะรสชาติดี แต่กลับทาน ไม่อร่อยเอาเสียเลย ทั้งนี้ก็เพราะความอร่อยของ เนื้อที่ทานจะขึ้นอยู่กับ ความนุ่มกำลังดีของ เนื้อเวลาสัมผัสลิ้นด้วยค่ะ (ย้ำ..นุ่มกำลังดีนะคะ ไม่ใช่เปื่อยจนยุ่ย )
ที นี้ถ้าเราไปถาม พ่อค้าร้านของชำ ว่าทำยังไงให้เนื้อนุ่ม เค้าก็อาจจะแนะนำให้เราใช้ ผงทำให้เนื้อเปื่อย หรือผงเนื้อนุ่ม ซึ่งโดยมากเจ้าผงดังกล่าว ก็คือ โซดาผง ซึ่งทำให้เนื้อสัตว์นุ่มได้จริงๆค่ะ แต่ประสิทธิภาพอาจมีมากกว่านั้น ก็คือทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ของเรา เปื่อยนุ่มไปด้วยค่ะ (เป็นของแถมที่น่ากลัวมากๆ)

ที นี้ ถามว่าทำอย่างไรให้เนื้อสเต็กนุ่ม ทานอร่อยแต่ไม่ยุ่ยใช่ม๊า อารัมภบทอยู่ซะนาน สองนาน ครั้งหน้าถ้าจะทำสเต็ก ถ้าซื้อเนื้อแล้ว (จะเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ก็เอาเถอะนะคะ) ก็อย่าลืมแวะไปหยิบสัปปะรดกลับบ้านด้วย ถ้าขี้เกียจปอกจะเอาแบบ ที่เค้าปอกแล้วก็ได้ค่ะ เวลาหมักก็ให้ใส่ น้ำสัปปะรดลงไปในน้ำหมักด้วย ในสัดส่วน น้ำสับปะรด 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำหนักเนื้อ ประมาณ 1 กิโลกรัมค่ะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมง (ใส่กล่องปิดฝาเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา) อยากกินของอร่อยต้องใจเย็นๆค่ะ ทีนี้ถ้าทำทานไม่หมด ก็ให้ใส่ถุงพลาสติก เรียงเข้าช่องแช่แข็งไว้ เวลาจะใช้ก็ค่อยเอาออกมา
ขอให้มีความสุขกับการรับประทาน เนื้อสเต็กอร่อยๆ นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.thaifooddb.com/tips/tips072.html

ฮิยาชิ ราเมน


เครื่องปรุง
บะหมี่เหลือง 4 ก้อน
ไข่ 2 ฟอง
เนื้ออกไก่ 100 กรัม
แฮม 4 แผ่น
แตงกวาญี่ปุ่น 1 ลูก
สาเก, น้ำมันงา อย่างละเล็กน้อย

เครื่องปรุงน้ำซอส
น้ำซุป 1/2 ถ้วย
น้ำส้มสายชู 1/5 ถ้วย
โชยุ 1/5 ถ้วย
น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำมันงา 1 ช้อนชา
พริกป่นละเอียด 1 ช้อนชา
งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ตอกไข่ใส่ถ้วย ตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำมันลงเล็กน้อย จากนั้นเทไข่ลงแล้วหมุนกระทะ ให้ไข่แผ่เป็นแผ่นบางๆ พอสุกนำมาซอยให้เป็นเส้นๆ
2. นำเนื้อไก่ลงต้มในหม้อ เติมสาเกเล็กน้อย ต้มให้สุกแล้วนำมาฉีกเป็นฝอย
3. ลวกแฮมในน้ำเดือด แล้วหั่นเป็นเส้นๆ
4. ซอยแตงกวาเป็นเส้น ส่วนผสมที่นำมาซอยเป็นเส้นควรทำให้มีขนาดเท่ากันทั้งหมด
5. ปรุงน้ำซอส โดยนำน้ำซุปตั้งไฟ จากนั้น เติมน้ำส้ม โชยุ น้ำตาลและเกลือ พอเดือดก็ยกลงแล้วเติมน้ำมันงา พริกป่นและงาขาวคั่ว คนให้เข้ากัน แล้วตักใส่ถ้วย
6. ลวกเส้นบะหมี่ในน้ำเดือดๆ พอสุกแล้วนำมาผ่านในน้ำเย็น ใช้มือขวาไปมา ทำให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำมาคลุกกับน้ำมันงาให้ทั่วแล้วจัดใส่จาน
7. วางเครื่องที่เตรียมไว้ทั้งหมดบนเส้นบะหมี่ จัดเรียงให้สวยงาม นำมาทานกับน้ำซอส

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.horapa.com/content.php?Category=Japan&No=896

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ก๋วยเตี๋ยวเกาหลี


คล้ายก๋วยเตี๋ยวญี่ปุ่น แต่มีเอกลักษณ์เกาหลีที่น่าทึ่ง
ไม่ ต้องสงสัยเลยว่าครัวเกาหลี ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเดียวกันกับครัวจีน และครัวญี่ปุ่น จะโดดเด่นด้านก๋วยเตี๊ยวหรืออาหารเส้น ด้วยเครื่องปรุงก๋วยเตี๊ยวส่วนใหญ่ จะคล้ายของญี่ปุ่น แต่มีลักษณะเฉพาะตัว การทดแทนด้วยซอสของญี่ปุ่นอาจเป็นไปได้ แต่ต้องเสียสละรสชาติแท้ๆแบบเกาหลีไป ตัวอย่างเช่น เส้น แนงเมียน (naengmyun) แม้จะทดแทนด้วยเส้นโซบะได้ เพราะทำจากบักวีตเหมือนกัน แต่แนงเมียนยังผสมด้วยแป้งมันฝรั่ง ขณะที่เส้นโซบะผสมด้วยแป้งสาลี ทำให้ราคาแพงเกินไป และหาซื้อยากกว่าเส้นโซเมียน (somyun) ก็คล้ายเส้นโซเม็งของญี่ปุ่น แต่ขนาดดเล็กกว่าปานเส้นผม วุ้นเส้นเกาหลี หรือดางเมียน (dangmyun) ต่างจากวุ้นเส้นทั่วไปเพราะทำจากแป้งมันเทศแทนที่จะเป็นถั่วเขียว และเส้นขนาดใหญ่กว่า

แม้ก๋วยเตี๋ยวเกาหลีจะมีทั้งก๋วยเตี๋ยวน้ำและ ก๋วยเตี๊ยวเย็นให้เลือก แต่ก๋วยเตี๊ยวเย็นดูจะโดดเด่นกว่า โดยมีทั้งก๋วยเตี๊ยวเย็นแบบน้ำ และแบบน้ำขลุกขลิก (เราเรียก๋วยเตี๊ยวคลุก) ตัวอย่างก๋วยเตี๊ยวน้ำแบบเย็นคือ mool naengmyun ก๋วยเตี๊ยวเย็นแบบคลุก คือ bibimmyun ส่วนเกี๊ยวเกาหลี หรือ mandu ก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่เป็นไส้เนื้อหรือหากเป็นเกี๋ยวน้ำ (mandukuk) ก็เป็นน้ำซุปเนื้อเป็นหลัก

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.horapa.com/content.php?Category=Korean&No=705

บะหมี่เย็นรสปลาหมึก


ส่วนผสม
ปลาหมึก 1 ตัว
กะหล่ำปลี 3 ใบ
ต้นหอม 1 ต้น
หอมใหญ่ 1/2 หัว
แครอท 1/4 หัว
เห็ดหอม 3 ดอก
กุยช่าย 1/4 ต้น
บะหมี่เย็น 2 ก้อน
น้ำมันสลัด ปริมาณพอเหมาะ
แตงกวาเกาหลี เล็กน้อย
งาดำ เล็กน้อย

ส่วนผสมน้ำปรุง
ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. เอาไส้ปลาหมึกออก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอคำ
2. หั่นผักให้มีขนาดพอดีคำ นำบะหมี่เย็น ลวกน้ำร้อน นำขึ้นแช่ในน้ำเย็น
3. เทน้ำมันสลัด ผัดปลาหมึกให้สุก
4. เติมผักลงไป และปรุงรสด้วยส่วนผสมน้ำปรุงรส
5. จัดใส่ตรงกลางของจาน นำบะหมี่เย็นวางไว้โดยรอบ
6. ตกแต่งด้วย แตงกวาเกาหลี และโรยงาดำไว้บนเส้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.horapa.com/content.php?Category=Korean&No=1035

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หมูเมนูโด จากฟิลิปปินส์


สตูว์ซอสมะเขือเทศใส่หมู ตับ แครอท มันฝรั่ง และพริกหวาน เป็นอาหารจานโปรดที่ทานได้ทุกฤดู สำหรับเทศกาลเฉลิมฉลองและโอกาสทั่วไป

ส่วนผสม

น้ำมันทำอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
หัวหอมใหญ่สับ 1 /4 ถ้วย
เนื้อหมูหั่นรูปลูกเต๋า 400 กรัม
ตับหมูหั่นรูปลูกเต๋า 100 กรัม
น้ำหรือน้ำซุป 1 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา
ซอสถั่วเหลือง 1/4 ถ้วย
ซอสมะเขือเทศ 1 ถ้วย
น้ำหรือน้ำซุป 1 ถ้วย
มันฝรั่งหั่นรูปลูกเต๋า 1 ถ้วย
แครอทหั่นรูปลูกเต๋า 1 ถ้วย
พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
พริกหวานสีแดงหั่นรูปลูกเต๋า 1/4 ถ้วย
พริกหวานสีเขียวหั่นรูปลูกเต๋า 1/4 ถ้วย
เนยแข็งขูด ¼ ถ้วย
เกลือและพริกไทยปรุงรสตามชอบ
เครื่องปรุงรสอูมามิ ผงชูรส อายิโนะโมะโต๊ะ 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1.เทน้ำมันลงในกระทะ ที่ตั้งไว้จนร้อน ผัดกระเทียม หอม เนื้อหมู และตับนาน 5 นาที โดยใช้ไฟปานกลาง
2.เติมน้ำซุป เกลือ ซอสถั่วเหลือง และซอสมะเขือเทส ลงในกระทะ ปิดฝาแล้วเคี่ยวทิ้งไว้ 15 นาที
3.เติมน้ำซุป มันฝรั่ง แครอท พริกหวานสีแดงและสีเขียว และเนยแข็งลงในกระทะ
4.ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และ เครื่องปรุงรสอูมามิ ผงชูรส อายิโนะโมะโต๊ะ ปิดฝาแล้วเคี่ยวทิ้งไว้ 5 นาทีโดยใช้ไฟอ่อน

เคล็ดความอร่อย

นำเนยแข็งไปแช่เย็นให้แข็งก่อนนำมาขูด โดยใช้แปรงชุบน้ำมันปัดที่เครื่องขูด จะทำให้เป็นฝอยสวยงาม


ขอบคุณที่มาจาก www.ajinomoto.com น่ะค่ะ


วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เริ่มประเดิมอาหารจานแรกกับ "ซี่โครงหมูน้ำแดง สูตรประยุกต์"


เครื่องปรุง

1. ผงหมูแดงโลโบ ไม่มีรูปนะคะ

2. ซี่โครงหมูคะ 400 gm.

3. น้ำมันหอย

4.น้ำตาลปี๊บ

วิธีทำ

1. นำเอาซี่โครงหมูมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำ พักไว้ก่อน

2. ต่อมาตั้งน้ำบนกระทะ รอให้เดือดแล้วใส่ผงหมูแดงลงไป

3. พอผงหมูแดงละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วใส่วี่โครงลงไป

4. เติมน้ำตาลและน้ำมันหอยสัก 1 ช้อนโต๊ะ
ขอบคุณที่มาจาก คุณ
chocky3girl จากเว็บ www.ladysquare.com

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิตามินกินอย่างไรให้ถูกวิธี

วิตามินที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่เราทานเข้าไป และส่วนหนึ่งร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง วิตามินที่ดีจึงต้องสกัดจากอาหาร ถึงอย่างไร เราก็ไม่กินวิตามินแทนอาหาร และวิตามินไม่ใช่ยา แต่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย มีหน้าที่ช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ถูกต้อง และช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะถ้าขาดวิตามินแล้วร่างกายจะหยุดทำงาน

ในที่นี้จะขอเล่าถึงวิตามินบางตัวที่มีความสำคัญต่อภูมิชีวิต (Immune System) เรา ซึ่งที่น่ารู้จักก็คือ วิตามินในกลุ่มแอนติออกซิแดนท์ ได้แก่ A, C, D และ E และกลุ่มวิตามิน B ชนิดต่างๆ

วิตามิน A

พบใน น้ำมันตับปลา ผักสีต่างๆ เช่น แครอท ผักโขม และหัวบีทรู้ท

ประโยชน์
- ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน
- ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง
- สร้างความต้านทานให้แก่ระบบหายใจ
- ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น
- ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดอาการอักเสบของสิว ช่วยลบจุดด่างดำ และจุดวัยสูงอายุ
- ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์

ปริมาณที่แนะนำ
- ผู้ชายควรกินอาหารที่มีวิตามิน A 1,000 R.E. หรือเท่ากับ 5,000 I.U. ต่อวัน
- ผู้หญิงควรกินอาหารให้ได้วิตามิน A 800 R.E. หรือ 4,000 I.U. ต่อวัน
- หากกำลังตั้งครรภ์ควรกินเพิ่มเป็น 1,000 R.E. หรือ 5,000 I.U. ต่อวัน
- สำหรับการกินวิตามิน A เป็นอาหารเสริมควรกินวันละ 10,000 I.U.


วิตามิน C

ประโยชน์
- เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
- ช่วยแผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
- ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
- ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (MUTATION)
- ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตาย (SIDS) ในกรณีเด็กอ่อน
- ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
- ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
- ช่วยคลายเครียด

ปริมาณที่แนะนำ
- ในรายที่ขาดวิตามิน C ควรกิน เสริม วันละ 1,000 mg


วิตามิน D

พบมาก ในเนย นม เนยแข็ง และในแดด ดังนั้น เราจึงควรตากแดดวันละ 2-3 ชั่วโมง

ประโยชน์
- ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยในการย่อยอาหาร เพิ่มพลังงาน และช่วยรักษาสิว ทั้งนี้หากกินร่วมกับวิตามิน B6 ในขนาดสูงๆ จะช่วยรักษาข้ออักสบ และโรคเรื้อนกวาง (สะเก็ดเงิน) ได้

ปริมาณที่แนะนำ
- ควรกินวิตามิน D เสริม วันละ 1,000 I.U

เริ่มต้นแนะนำ

สวัสดีค่ะ ^-^

บล็อกแห่งนี้จะรวบรวมเมนูอาหาร หรือ วิธีการทำอาหาร ทั่วทั่งเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ไทย จีน เกาหลี
ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อ๊ออ สุดท้ายก็จะมี รวมทริคการทำอาหารแบบต่าง ๆ ไว้ให้ด้วยน่ะคะ่
อย่าลืมติดตามเยี่ยมชม และฝากเว็บบล็อกอันนี้ เป็นอีกหนึ่งในการแนะนำการทำอาหารของคุณ ด้วยน่ะค่ะ